"กรรณิการ์ใกล้มือ" ตอนที่ 1 หากันจนเจอ
posted on 24 Aug 2009 07:29 by shioribb in Kannika“พี่จำตอนที่เราเจอกันครั้งแรกได้ไหมจ๊ะ”
เธอถามคำถามนี้กับเขาหลังจากเหตุการณ์นั้นผ่านไปแปดเดือน
“ทำไมจะจำไม่ได้”
“จริงเหรอ”ดวงตาคู่นั้นพราวขึ้นทันที “งั้นเราพบกันครั้งแรกที่ไหนเอ่ย”
“ก็ที่ลานจอดจักรยานข้างเซเกียว(สหกรณ์)ไง กำลังหัดจักรยานอยู่”
มือที่เล็กเอามากมากถ้าเทียบกับมือผู้ชายด้วยกันเลื่อนมาแตะที่แก้มคนถามแผ่วเบา ดวงตาสองคู่ประสานกันเหมือนจะร่วมรำลึกถึงวันนั้น
วันที่บทเพลงแห่งชีวิตเพลงหนึ่งบรรเลงขึ้นอย่างเงียบงัน
วันนั้นเป็นวันหนึ่งในช่วงต้นของฤดูใบไม้ร่วง ดวงตะวันยามเย็นทอแสงอ่อนราวอาลัยฟากฟ้า เมฆขาวสะท้อนสีม่วงจางล่องลอยราวม่านบางจะเคลื่อนปิดฉากสนธยานั้น
ลานกว้างลาดด้วยซีเมนต์ตีเส้นเป็นที่จอด มีรถจักรยานห้าหกคันจอดอยู่เพียงริมๆ หากมีใครมองไปตรงกลางลานจะเห็นร่างของหญิงสาวสองคน คนหนึ่งรูปร่างใหญ่แบบคนท้วม แต่ใบหน้าคม สวยจับตา อีกคนหนึ่งสูงโปร่งระหง ผิวขาวจนถูกทักผิดว่าเป็นคนจีนอยู่บ่อยๆ
แม้คนหลังจะผิวขาวถูกต้องตามค่านิยมคนสวยในยุคนั้นว่าต้อง ผิวขาวสไตล์ญี่ปุ่น แต่หากเทียบกับเพื่อนแล้ว กลับดูเรียบๆไม่สะดุดตาเอาเสียเลย ยิ่งอยู่ในชุดเสื้อสีขาวแขนสั้นแบบเชิ้ต ทับด้วยสเว็ตเตอร์สีฟ้าเข้มกับกางเกงยีนส์สีขาวบวกกับผมซอยสั้นแบบนี้ด้วยแล้ว ดูจะเหมือนสาวทอมบอยเต็มตัว ในขณะที่เพื่อนดูเป็นสาวสวยน่ามองสะดุดตาด้วยผมยาวหยิกเป็นลอนสวยตามธรรมชาติอย่างที่ร้านทำผมร้านไหนก็ไม่อาจเสกสรรให้งามเช่นนี้ได้
“อีกรอบนะ” หญิงสาวร่างสูงเป็นคนคอยยืนจับด้านหลังของจักรยานให้เพื่อจะวิ่งเข็นตามไปก่อนจะปล่อยมือ
“ยากชิบเลยว่ะ” หญิงสาวร่างท้วมบ่น
“แกทำได้น่ะ ฟ้า แค่นี้เองจิ๊บๆ”
“ให้คัดคันจิยังดีกว่าอีกว่ะ กรร”
กรรหัวเราะก่อนจะบอก
“เฮ้ยแก แค่นี้เอง ถ้าแกขี่ไม่ได้จะอยู่ยังไง เวลาไปซื้อของอ่ะแย่เลยนะ” ดุเพื่อนอีก
“เดินไปก็ได้”
“แล้วเวลาที่พวกเราจะต้องไปไหนไกลๆ ฟ้าจะทำยังไง”
ถ้าเสียงนั้นใส่อารมณ์อีกนิด ฟ้าอาจจะกลายเป็นสายฟ้าฟาด แต่เพราะคนพูดใส่อารมณ์ห่วงใยลงไปมากกว่า จึงฟังไม่ขัดหู ขัดอารมณ์คนฟัง
พี่นวลขี่จักรยานทรงเสือภูเขาผ่านมาทางถนนด้านข้างลานกว้าง ด้วยท่าที่เป็นเอกลักษณ์และ “เท่”เสียจนทั้งกรรและพี่จันทร์เคยแอบ “กรี๊ด”ลับหลังแถมยกให้พี่นวลเป็นไอดอลประจำตัว พอพี่นวลเห็นกรรกับฟ้าก็เลยบังคับจักรยานขี่ตัดขึ้นมาบนลาน ตรงเข้าไปหาสองสาว
“หวัดดีจ้ะ กรร ฟ้า”
“สวัสดีค่ะพี่นวล”
หญิงสาวทั้งสองคนทักพร้อมกับพนมมือไหว้พี่สาวใหญ่ ก่อนที่กรรจะถาม
“กรไปแล็บเหรอคะ เมื่อเช้าหนูไปติดโน้ตไว้ที่ห้องกรน่ะค่ะ”
“จ้ะ นี่พี่ก็กำลังตามหาอยู่ ไม่รู้หายไปไหน อ้อ พี่กรอายุมากกว่ากรรกับฟ้านะจ๊ะ เรียนโทแล้ว”
“อ้าว! เหรอคะ ตาย ตาย ต่าย ต้าย ต๊าย ต๋าย ตายแหล่ว เมื่อเช้าหนูเขียนโน้ตไว้ เรียกชื่อเฉยๆไม่มีพี่ด้วยสิคะ ง่า ทำไงดี หนูม่ายยู้ จิงจิง”
ประโยคสุดท้ายร้องเป็นเพลงฮิตรุ่นคุณแม่ จนพี่นวลหัวเราะ
“กรรจ๊ะ พี่ว่า แก่ไปหน่อยรึเปล่า ก็ ไม่เป็นไรมั้งจ๊ะ กรคงไม่คิดอะไรมากหรอก”
“แล้วพี่นวลจะไปตามหาพี่กรที่ไหนล่ะคะ” ฟ้าถาม
“คงไม่ไปไหนไกลหรอกจ้ะ เดี๋ยวพี่จะลองขี่จักรยานวนๆแถวนี้ดู เอางี้นะจ๊ะ ถ้าฟ้ากับกรรเห็นผู้ชายหน้าตาเหมือนคนไทย ช่วยเรียกเขาไว้ทีแล้วกันนะจ๊ะ”
พอดีเสียงโทรศัพท์มือถือของพี่นวลดังขึ้น พี่นวลจึงหยิบมาเปิดฝาแล้วยกขึ้นแนบหู
“อ้าว!กร พี่กำลังตามหาอยู่เลยจ้ะ อยู่ไหนเนี่ย จะพามารู้จักน้องๆ”
นาทีต่อมา พี่นวลก็กดปุ่มวางสายหลังจากบอกให้อีกฝ่ายรออยู่ตรงนั้น
“เดี๋ยวพี่ไปหากรก่อนนะ ให้คำใบ้มาว่า สวนที่มีหินขาวๆ เดี๋ยวพี่จะพามาให้รู้จัก”
“ค่ะ”
พี่นวลขี่จักรยานไปทางถนนที่กั้นระหว่างเซเกียวกับลานจอดจักรยาน ก่อนจะเลี้ยวซ้ายเข้าถนนใหญ่ของมหาวิทยาลัยหายไปทางอาคารเรียนรวม กรรจึงค่อยหันมาทางฟ้า
“ฟ้า มา ต่อ”
“พักก่อน”
“เมื่อกี้พักแล้วนี่นา มาต่อเถอะเดี๋ยวจะมืดก่อน”
กรรจับท้ายรถจักรยานวิ่งไล่เข็น ฟ้าพยายามปั่น พอกรรปล่อยมือก็ทรงตัวไปได้ระยะหนึ่ง ก่อนจะเสียการทรงตัวก่อนจะล้ม กรรจึงรีบวิ่งไปออกแรงรับไว้จนขากางเกงข้างหนึ่งเปื้อนฝุ่นเป็นรอยดำ
เมื่อกรรกับฝนเงยหน้าขึ้น ร่างสูงผอมของชายหนุ่มคนหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในสายตา
เขาเดินตามหลังพี่นวลที่เดินเข็นจักรยานเข้ามาใกล้หญิงสาวทั้งสอง พอเข้ามาใกล้แล้วพี่นวลจึงแนะนำ
“กรร ฟ้า นี่พี่กรจ้ะ กร นี่น้องกรร น้องฟ้า”
กรหันมายิ้มให้หญิงสาวทั้งสองในขณะท่ผู้อ่อนวัยกว่าพนมมือไหว้
“กรร ที่ไปเขียนโน้ตแปะไว้ที่ห้องน่ะเหรอครับ”
“ค่ะ” กรรตอบ “ขอโทษนคะ หนูไม่รู้ว่าพี่กรเป็นพี่ เลยไม่ได้เรียกว่าพี่”
“ไม่เป็นไรครับ”
“เออ แล้วมีใครเห็นปอมั่งไหมจ๊ะเนี่ย” พี่นวลถาม
“วันนี้ยังไม่เห็นเลยค่ะ”
ฟ้าตอบ ยังไม่ทันขาดคำ ร่างกำยำสูงใหญ่ผิวเข้มก็ขี่จักรยานเข้ามาใกล้ พร้อมๆกับหญิงสาวใส่แว่นที่ขี่จักรยานเข้ามาใกล้
“พูดถึงก็มาเลย กร นี่จันทร์ กับพี่ปอ”
พี่ปอจอดจักรยานแต่ยังไม่ก้าวลง ละมือจากแฮนด์ทั้งสองข้างยกมือขึ้นโบกทัก ส่วนจันทร์ยกมือเพียงข้างเดียวเป็นการทักทาย
“ครบกันสักที จันทร์จ๊ะ กรเรียนปอโทอยู่นะ กร จันทร์ได้ทุนมาเป็นเค็งคิวเซย์(นักศึกษาวิจัยจ้ะ) เอ พี่ไม่รู้ว่า กรกับจันทร์ใครแก่กว่ากันนะจ๊ะ”
“เกิดปีอะไรคะ” จันทร์หันไปถาม
“สองหกครับ”
“เราก็เกิดสองหกเหมือนกัน อายุเท่ากันสิ”
“ส่วนนี่พี่ปอ เป็นอาจารย์อยู่ได้ทุนมาดูงานปีครึ่ง” พี่นวลแนะนำต่อ
กรหันไปไหว้พี่ปออีกครั้ง ขณะที่พี่ปอเขม้นมอง
“เฮ้ย! เมื่อกี้น้องนั่งอยู่ตรงหลังตึก ใกล้ๆแล็บนวลใช่ไหม”
“ครับ พี่ขี่จักรยานเลยไปแล้วยังขี่กลับมามองหน้าผมเลย” กรตอบ
“ก็ชั้นว่าแล้ว ว่าเอ็งต้องเป็นคนไทย หน้าเอ็งมัน ไท๊ ไทย”
ที่จริงหน้ากรก็สมกับเป็นคนไทยจริงๆอย่างที่ว่า ถึงผิวสองสีจะไม่เข้มเท่าไหร่ รูปหน้าเล็กแต่ขึงขัง คิ้วเข้มหนา ดวงตาชั้นเดียวเรียงแต่ก็โต ถึงจะดูคล้ายลิง (แถมเป็นลิงแสม)อย่างที่หลายๆคนบอก แต่กรรที่เรียนศิลปะมานิดหน่อยลงความเห็นว่า‘หน้าเหมือนหุ่นที่อาจารย์ให้สเก็ตรูป’ กรแค่ยิ้มนิดๆรับคำพูดของพี่ปอโดยไม่พูดอะไร ท่าทางขรึมจนทุกคนแอบนึกเกรงๆในใจแต่มารู้ทีหลังว่า กับคนสนิทแล้ว กรไม่เงียบไม่ขรึมเลย แถม ช่างยั่ว ช่างแหย่ ปากร้ายอีกต่างหาก
“แล้วก็น้องกรร กับ น้องฟ้ามาจากมอเดียวกับพี่ กับจันทร์”พี่นวลเอ่ยชื่อมหาวิทยาลัยของพวกเรา “มาแลกเปลี่ยนปีนึงจ้ะพวกผ้าห่มจานชามส่วนของกร พี่เอาไปฝากไว้ที่กรรแล้วนะจ๊ะ ถ้ายังไงก็ขึ้นไปเอาแล้วกัน”
“อยู่ห้องอะไรนะครับ” กรหันมาถามกรร
“ห้าศูนย์สองค่ะ ชั้นห้า”กรรตอบ “หนูเอาลงไปให้ก็ได้นะคะ ม่ายมีปัญหา”
“ขอบคุณครับ แต่เดี๋ยวพี่ขึ้นไปเองดีกว่า”
พี่นวลมองนาฬิกานิดหนึ่งก่อนจะถาม
“แล้วนี่จะไปไหนกันต่อจ๊ะ”
“พวกหนูคงหัดจักรยานกันต่อค่ะ” กรรตอบ
“จันทร์กับปอล่ะจ๊ะ”
“จันทร์จะคอยอยู่ดูน้องที่นี่ค่ะ พี่นวล”
“ปออยู่กับน้องๆก็ได้”
“งั้นฝากน้องด้วยนะ ปอ กรล่ะ จะกลับแล็บกับพี่หรือจะอยู่ที่นี่ดีจ๊ะ”
“กลับแล็บครับ”
“โอเคจ้ะ งั้นพี่ไปก่อนนะน้องๆ”
จันทร์ ฟ้า กรร พนมมือไหว้พี่สาวใหญ่ ส่วนปอแค่โบกมือให้ พกรหันมาก้มศีรษะให้หญิงสาวทั้งสามเป็นเชิงลา และยกมือไหว้พี่ปอ
พี่นวลเหมือนจะเพิ่งนึกอะไรได้ จึงหยุดเดิน
“อ้อ พี่เกือบลืม วันอาทิตย์นี้ไปวัดกันไหมจ๊ะ”
“ที่นี่มีวัดด้วยเหรอคะ” จันทร์ถามอย่างแปลกใจ
“จ้ะ ต้องนั่งรถบัสไปนะ”
“ไปสิคะ”กรรตอบอย่างตื่นเต้น ส่วนฟ้าเพียงแต่ตอบเรียบๆว่า “ไปก็ได้ค่ะ”
“งั้นแปดโมงยี่สิบ เจอกันที่เอคิ(สถานี)ป้ายหมายเลขห้านะจ๊ะ”
ทุกคนรับคำ พี่นวลจึงถามต่อ
“แล้วเขาจะพาไปทำบัตรต่างด้าวเมื่อไหร่จ๊ะ พี่จะได้พาไปซื้อโทรศัพท์มือถือ”
“วันที่เก้าค่ะ” ฟ้าตอบ
“ก็วันอังคารหน้าสิจ๊ะ” พี่นวลพยักหน้ารับรู้ “โอเคจ้ะ งั้นเอาไว้หลังวันที่เก้าแล้วกันนะ”
ร่างสูงผอมเดินตามหลังพี่นวลจากไปแล้ว สามสาวกับอีกหนึ่งหนุ่มจึงหันกลับมาคุยกัน
“เอ้า ฟ้า ต่อเร็ว”
“พักก่อนดิวะ เฮ้ย”
“เมื่อกี้พักพอแล้ว ไปซ้อมต่อไป” กรรพูดดุๆ
“โหด”
“พี่ว่า ฝึกอีกนิดเดียวฟ้าก็ขี่ได้แล้วนะ”จันทร์ให้กำลังใจ“ใช่แล้ว ไอ้ฟ้า พยายามเข้า เดี๋ยวก็ได้” พี่ปอบอกฟ้าขยับประจำที่นั่งจักรยานอย่างไม่เต็มใจนัก แต่ก็ซ้อมต่อ จนม่านสนธยาปิดสนิท ม่านกำมะหยี่สีดำเริ่มคลี่คลุมไปทั่ว มหกรรมการซ้อมจักรยานหฤหรรษ์จึงจบลงเพราะชักหนาวทั้งสี่คนเดินลากจักรยานของตนเองมาตามทางออกไปทางประตูทิศตะวันออกด้านข้างมหาวิทยาลัย ฟ้าแยกตัวกลับไปทางหนึ่ง จันทร์จึงพูดขึ้น
“ยังไม่รู้จักบ้านพี่ปอเลย”
“พี่ก็ยังไม่รู้จักบ้านเอ็งเหมือนกันล่ะ”
“เอาไงดี”“งั้นน้องขี่จักรยานตามพี่มาละกันนะ”
“กรรเอาไง จะไปกับพี่ไหมจ๊ะ”
“ไปสิคะ”
ภาพในวันวานยังแจ่มชัดอยู่ในความทรงจำอย่างน่าแปลกใจ เธอมองผู้ชายที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ตรงหน้าด้วยสายตาอ่อนโยน
ใครจะไปนึกว่า วันนึง จะมีบางอย่างที่อ่อนหวานแทรกเข้ามาในความสัมพันธ์อบอุ่นเฉกพี่น้องที่ดำเนินมาแปดเดือนเต็ม
“ตอนนั้นหนูไม่สวยเลยนะหัดจักรยานมอมเลย” เธอบ่นพลางทำหน้ามู่ตู้
“ก็น่ารักดีนี่นา”
เธอเกยคางกับที่วางแขนเก้าอี้ตัวที่เขานั่งอยู่ ดวงตาที่ “งามเนตรดั่งเนตรมฤคมาศ”จับอยู่ที่ใบหน้าขึงขังสมชายด้วยประกายพราวระยับที่ทำเอาคนถูกจ้องเขิน เสยกฝ่ามือขึ้นมาบัง
“มองอะไร”
“ฮื้อ มองไม่ได้เหรอจ๊ะ”
“ไม่ได้ ห้ามมอง” ฝ่ามือนั้นยกปิดลงที่ดวงตาพราว
“แง้ว”
หญิงสาวร้องก่อนจะยกมือขึ้น ดึงมือเขาออก มือเล็กพลิกกลับมาจับมือเรียวไว้ชั่วนาทีจึงค่อยปล่อย
“ถามจริงเถอะค่ะ ตอนที่เจอหนูน่ะ คิดว่าหนูเป็นไง แบบความประทับใจแรกพบอ่ะ ท่านพี่”
“จะรู้ไปทำไม” เขาหัวเราะหึหึ
“อ่าว ก็อยากรู้นี่นา บอกหน่อยนะจ๊ะ ท่านพี่ นะ นะ นะ น๊า”
“ไม่มีอะไรมากหรอก ก็แค่ เออน้องคนนี้มาจาก…”เขาเอ่ยชื่อมหาวิทยาลัยที่เธอสังกัดอยู่ “ก็เท่านั้นเอง” “เหรอจ๊ะ”เธอยกมือขึ้นเท้าคาง “แต่หนูยังจำหนุ่มน้อยคนนั้นได้เลยนะเนี่ย ใส่เสื้อคลุมสีน้ำเงิน กางเกงยีนส์”
“ทำไมจำแม่น”
“นั่นสิเนอะ ทำไมกันนะ” เ
ธอลุกขึ้นเดินไปหวีผมตรงหน้ากระจกพลางฮัมเพลงหงุงหงิงในลำคอ
ชายหนุ่มหันไปมองแล้วก็ทำเสียงในลำคอ
“ฮื้อ”
“อะไรพี่” หญิงสาวหันมาถามด้วยเสียงเหมือนจะหาเรื่อง
“เปล่า”
เขาทำไม่รู้ไม่ชี้ นั่งอัพไฮไฟฟ์ตัวเอง
แต่วันรุ่งขึ้น
ไฮไฟฟ์ของเขาจุดรอยยิ้มอ่อนหวานบนริมฝีปากละมุนได้
เพลงที่เธอครวญหงุงหงิงในลำคอเมื่อคืนนี้ ...
กำลังขับกล่อมอยู่บนนั้น
“อาจมีสักครั้งที่เราสองคน
ผ่านทางที่วกวน อยู่ใกล้ๆกัน
ใบไม้เพียงใบหนึ่งหล่นตอนที่เดินผ่าน
ฉันคงจะมองมันเมื่อเธอเดินผ่านมา
อาจบางทีในเมืองกว้างใหญ่
หมอกและควันช่วยกันพรางตา
มีขอบรั้วขอบกำแพงสร้างมา
ตึกระฟ้าคอยบังเราอยู่
แต่เราก็หากันจนเจอ
มันนานแค่ไหนที่คอยเธอมา
รู้สึกไหมว่าชีวิตคุ้มค่า
เมื่อมีใครสักคนข้างกาย
เกิดมาเพื่อหาใครคนหนึ่ง
เป็นคนที่ฟ้าสร้างมาตรงใจ
เราต่างรู้โลกมันแสนกว้างใหญ่
แต่มันคงไม่ยากเกินไป
ที่ฉันจะพบเธอ”
edit @ 24 Aug 2009 07:36:36 by Shiori