“พี่จำตอนที่เราเจอกันครั้งแรกได้ไหมจ๊ะ               

 เธอถามคำถามนี้กับเขาหลังจากเหตุการณ์นั้นผ่านไปแปดเดือน               

ทำไมจะจำไม่ได้               

 “จริงเหรอดวงตาคู่นั้นพราวขึ้นทันทีงั้นเราพบกันครั้งแรกที่ไหนเอ่ย               

 “ก็ที่ลานจอดจักรยานข้างเซเกียว(สหกรณ์)ไง กำลังหัดจักรยานอยู่               

 มือที่เล็กเอามากมากถ้าเทียบกับมือผู้ชายด้วยกันเลื่อนมาแตะที่แก้มคนถามแผ่วเบา ดวงตาสองคู่ประสานกันเหมือนจะร่วมรำลึกถึงวันนั้น      

วันที่บทเพลงแห่งชีวิตเพลงหนึ่งบรรเลงขึ้นอย่างเงียบงัน          

 วันนั้นเป็นวันหนึ่งในช่วงต้นของฤดูใบไม้ร่วง ดวงตะวันยามเย็นทอแสงอ่อนราวอาลัยฟากฟ้า เมฆขาวสะท้อนสีม่วงจางล่องลอยราวม่านบางจะเคลื่อนปิดฉากสนธยานั้น                

ลานกว้างลาดด้วยซีเมนต์ตีเส้นเป็นที่จอด มีรถจักรยานห้าหกคันจอดอยู่เพียงริมๆ หากมีใครมองไปตรงกลางลานจะเห็นร่างของหญิงสาวสองคน คนหนึ่งรูปร่างใหญ่แบบคนท้วม แต่ใบหน้าคม สวยจับตา อีกคนหนึ่งสูงโปร่งระหง ผิวขาวจนถูกทักผิดว่าเป็นคนจีนอยู่บ่อยๆ                

 แม้คนหลังจะผิวขาวถูกต้องตามค่านิยมคนสวยในยุคนั้นว่าต้อง ผิวขาวสไตล์ญี่ปุ่น แต่หากเทียบกับเพื่อนแล้ว กลับดูเรียบๆไม่สะดุดตาเอาเสียเลย ยิ่งอยู่ในชุดเสื้อสีขาวแขนสั้นแบบเชิ้ต ทับด้วยสเว็ตเตอร์สีฟ้าเข้มกับกางเกงยีนส์สีขาวบวกกับผมซอยสั้นแบบนี้ด้วยแล้ว ดูจะเหมือนสาวทอมบอยเต็มตัว ในขณะที่เพื่อนดูเป็นสาวสวยน่ามองสะดุดตาด้วยผมยาวหยิกเป็นลอนสวยตามธรรมชาติอย่างที่ร้านทำผมร้านไหนก็ไม่อาจเสกสรรให้งามเช่นนี้ได้          

อีกรอบนะหญิงสาวร่างสูงเป็นคนคอยยืนจับด้านหลังของจักรยานให้เพื่อจะวิ่งเข็นตามไปก่อนจะปล่อยมือ               

ยากชิบเลยว่ะหญิงสาวร่างท้วมบ่น              

  “แกทำได้น่ะ ฟ้า แค่นี้เองจิ๊บๆ               

ให้คัดคันจิยังดีกว่าอีกว่ะ กรร               

 กรรหัวเราะก่อนจะบอก               

 “เฮ้ยแก แค่นี้เอง ถ้าแกขี่ไม่ได้จะอยู่ยังไง เวลาไปซื้อของอ่ะแย่เลยนะ ดุเพื่อนอีก             

   “เดินไปก็ได้               

แล้วเวลาที่พวกเราจะต้องไปไหนไกลๆ ฟ้าจะทำยังไง               

 ถ้าเสียงนั้นใส่อารมณ์อีกนิด ฟ้าอาจจะกลายเป็นสายฟ้าฟาด แต่เพราะคนพูดใส่อารมณ์ห่วงใยลงไปมากกว่า จึงฟังไม่ขัดหู ขัดอารมณ์คนฟัง                

 พี่นวลขี่จักรยานทรงเสือภูเขาผ่านมาทางถนนด้านข้างลานกว้าง ด้วยท่าที่เป็นเอกลักษณ์และเท่เสียจนทั้งกรรและพี่จันทร์เคยแอบกรี๊ดลับหลังแถมยกให้พี่นวลเป็นไอดอลประจำตัว พอพี่นวลเห็นกรรกับฟ้าก็เลยบังคับจักรยานขี่ตัดขึ้นมาบนลาน ตรงเข้าไปหาสองสาว               

หวัดดีจ้ะ กรร ฟ้า               

สวัสดีค่ะพี่นวล

หญิงสาวทั้งสองคนทักพร้อมกับพนมมือไหว้พี่สาวใหญ่ ก่อนที่กรรจะถาม               

 “กรไปแล็บเหรอคะ เมื่อเช้าหนูไปติดโน้ตไว้ที่ห้องกรน่ะค่ะ         

จ้ะ นี่พี่ก็กำลังตามหาอยู่ ไม่รู้หายไปไหน อ้อ พี่กรอายุมากกว่ากรรกับฟ้านะจ๊ะ เรียนโทแล้ว              

  “อ้าว! เหรอคะ ตาย ตาย ต่าย ต้าย ต๊าย ต๋าย ตายแหล่ว เมื่อเช้าหนูเขียนโน้ตไว้ เรียกชื่อเฉยๆไม่มีพี่ด้วยสิคะ ง่า ทำไงดี หนูม่ายยู้ จิงจิง               

ประโยคสุดท้ายร้องเป็นเพลงฮิตรุ่นคุณแม่ จนพี่นวลหัวเราะ               

 “กรรจ๊ะ พี่ว่า แก่ไปหน่อยรึเปล่า ก็ ไม่เป็นไรมั้งจ๊ะ กรคงไม่คิดอะไรมากหรอก              

  “แล้วพี่นวลจะไปตามหาพี่กรที่ไหนล่ะคะฟ้าถาม               

 “คงไม่ไปไหนไกลหรอกจ้ะ เดี๋ยวพี่จะลองขี่จักรยานวนๆแถวนี้ดู เอางี้นะจ๊ะ ถ้าฟ้ากับกรรเห็นผู้ชายหน้าตาเหมือนคนไทย ช่วยเรียกเขาไว้ทีแล้วกันนะจ๊ะ               

พอดีเสียงโทรศัพท์มือถือของพี่นวลดังขึ้น พี่นวลจึงหยิบมาเปิดฝาแล้วยกขึ้นแนบหู              

  “อ้าว!กร พี่กำลังตามหาอยู่เลยจ้ะ อยู่ไหนเนี่ย จะพามารู้จักน้องๆ               

นาทีต่อมา พี่นวลก็กดปุ่มวางสายหลังจากบอกให้อีกฝ่ายรออยู่ตรงนั้น              

  “เดี๋ยวพี่ไปหากรก่อนนะ ให้คำใบ้มาว่า สวนที่มีหินขาวๆ เดี๋ยวพี่จะพามาให้รู้จัก               

 “ค่ะ               

 พี่นวลขี่จักรยานไปทางถนนที่กั้นระหว่างเซเกียวกับลานจอดจักรยาน ก่อนจะเลี้ยวซ้ายเข้าถนนใหญ่ของมหาวิทยาลัยหายไปทางอาคารเรียนรวม กรรจึงค่อยหันมาทางฟ้า               

 “ฟ้า มา ต่อ               

พักก่อน              

  “เมื่อกี้พักแล้วนี่นา มาต่อเถอะเดี๋ยวจะมืดก่อน               

 กรรจับท้ายรถจักรยานวิ่งไล่เข็น ฟ้าพยายามปั่น พอกรรปล่อยมือก็ทรงตัวไปได้ระยะหนึ่ง ก่อนจะเสียการทรงตัวก่อนจะล้ม กรรจึงรีบวิ่งไปออกแรงรับไว้จนขากางเกงข้างหนึ่งเปื้อนฝุ่นเป็นรอยดำ               

เมื่อกรรกับฝนเงยหน้าขึ้น ร่างสูงผอมของชายหนุ่มคนหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในสายตา          

เขาเดินตามหลังพี่นวลที่เดินเข็นจักรยานเข้ามาใกล้หญิงสาวทั้งสอง พอเข้ามาใกล้แล้วพี่นวลจึงแนะนำ               

กรร ฟ้า นี่พี่กรจ้ะ กร นี่น้องกรร น้องฟ้า                         

กรหันมายิ้มให้หญิงสาวทั้งสองในขณะท่ผู้อ่อนวัยกว่าพนมมือไหว้               

กรร ที่ไปเขียนโน้ตแปะไว้ที่ห้องน่ะเหรอครับ               

ค่ะกรรตอบขอโทษนคะ หนูไม่รู้ว่าพี่กรเป็นพี่ เลยไม่ได้เรียกว่าพี่               

ไม่เป็นไรครับ               

 “เออ แล้วมีใครเห็นปอมั่งไหมจ๊ะเนี่ยพี่นวลถาม               

วันนี้ยังไม่เห็นเลยค่ะ                

ฟ้าตอบ ยังไม่ทันขาดคำ ร่างกำยำสูงใหญ่ผิวเข้มก็ขี่จักรยานเข้ามาใกล้ พร้อมๆกับหญิงสาวใส่แว่นที่ขี่จักรยานเข้ามาใกล้               

พูดถึงก็มาเลย กร นี่จันทร์ กับพี่ปอ               

พี่ปอจอดจักรยานแต่ยังไม่ก้าวลง ละมือจากแฮนด์ทั้งสองข้างยกมือขึ้นโบกทัก ส่วนจันทร์ยกมือเพียงข้างเดียวเป็นการทักทาย               

 “ครบกันสักที จันทร์จ๊ะ กรเรียนปอโทอยู่นะ กร จันทร์ได้ทุนมาเป็นเค็งคิวเซย์(นักศึกษาวิจัยจ้ะ) เอ พี่ไม่รู้ว่า กรกับจันทร์ใครแก่กว่ากันนะจ๊ะ               

เกิดปีอะไรคะจันทร์หันไปถาม         

สองหกครับ               

 “เราก็เกิดสองหกเหมือนกัน อายุเท่ากันสิ               

 “ส่วนนี่พี่ปอ เป็นอาจารย์อยู่ได้ทุนมาดูงานปีครึ่งพี่นวลแนะนำต่อ               

กรหันไปไหว้พี่ปออีกครั้ง ขณะที่พี่ปอเขม้นมอง               

เฮ้ย! เมื่อกี้น้องนั่งอยู่ตรงหลังตึก ใกล้ๆแล็บนวลใช่ไหม               

 “ครับ พี่ขี่จักรยานเลยไปแล้วยังขี่กลับมามองหน้าผมเลย  กรตอบ              

  “ก็ชั้นว่าแล้ว ว่าเอ็งต้องเป็นคนไทย หน้าเอ็งมัน ไท๊ ไทย               

ที่จริงหน้ากรก็สมกับเป็นคนไทยจริงๆอย่างที่ว่า ถึงผิวสองสีจะไม่เข้มเท่าไหร่ รูปหน้าเล็กแต่ขึงขัง คิ้วเข้มหนา ดวงตาชั้นเดียวเรียงแต่ก็โต ถึงจะดูคล้ายลิง (แถมเป็นลิงแสม)อย่างที่หลายๆคนบอก แต่กรรที่เรียนศิลปะมานิดหน่อยลงความเห็นว่าหน้าเหมือนหุ่นที่อาจารย์ให้สเก็ตรูป กรแค่ยิ้มนิดๆรับคำพูดของพี่ปอโดยไม่พูดอะไร ท่าทางขรึมจนทุกคนแอบนึกเกรงๆในใจแต่มารู้ทีหลังว่า กับคนสนิทแล้ว กรไม่เงียบไม่ขรึมเลย แถม ช่างยั่ว ช่างแหย่ ปากร้ายอีกต่างหาก                

 “แล้วก็น้องกรร กับ น้องฟ้ามาจากมอเดียวกับพี่ กับจันทร์พี่นวลเอ่ยชื่อมหาวิทยาลัยของพวกเรามาแลกเปลี่ยนปีนึงจ้ะพวกผ้าห่มจานชามส่วนของกร พี่เอาไปฝากไว้ที่กรรแล้วนะจ๊ะ ถ้ายังไงก็ขึ้นไปเอาแล้วกัน               

อยู่ห้องอะไรนะครับกรหันมาถามกรร               

ห้าศูนย์สองค่ะ ชั้นห้ากรรตอบหนูเอาลงไปให้ก็ได้นะคะ ม่ายมีปัญหา               

ขอบคุณครับ แต่เดี๋ยวพี่ขึ้นไปเองดีกว่า                

พี่นวลมองนาฬิกานิดหนึ่งก่อนจะถาม               

แล้วนี่จะไปไหนกันต่อจ๊ะ               

 “พวกหนูคงหัดจักรยานกันต่อค่ะกรรตอบ          

 “จันทร์กับปอล่ะจ๊ะ               

 “จันทร์จะคอยอยู่ดูน้องที่นี่ค่ะ พี่นวล               

ปออยู่กับน้องๆก็ได้               

งั้นฝากน้องด้วยนะ ปอ กรล่ะ จะกลับแล็บกับพี่หรือจะอยู่ที่นี่ดีจ๊ะ               

กลับแล็บครับ               

โอเคจ้ะ งั้นพี่ไปก่อนนะน้องๆ                

 จันทร์ ฟ้า กรร พนมมือไหว้พี่สาวใหญ่ ส่วนปอแค่โบกมือให้ พกรหันมาก้มศีรษะให้หญิงสาวทั้งสามเป็นเชิงลา และยกมือไหว้พี่ปอ               

พี่นวลเหมือนจะเพิ่งนึกอะไรได้ จึงหยุดเดิน               

อ้อ พี่เกือบลืม วันอาทิตย์นี้ไปวัดกันไหมจ๊ะ               

 “ที่นี่มีวัดด้วยเหรอคะจันทร์ถามอย่างแปลกใจ               

จ้ะ ต้องนั่งรถบัสไปนะ               

 “ไปสิคะกรรตอบอย่างตื่นเต้น ส่วนฟ้าเพียงแต่ตอบเรียบๆว่าไปก็ได้ค่ะ               

 “งั้นแปดโมงยี่สิบ เจอกันที่เอคิ(สถานี)ป้ายหมายเลขห้านะจ๊ะ               

ทุกคนรับคำ พี่นวลจึงถามต่อ               

 “แล้วเขาจะพาไปทำบัตรต่างด้าวเมื่อไหร่จ๊ะ พี่จะได้พาไปซื้อโทรศัพท์มือถือ               

 “วันที่เก้าค่ะฟ้าตอบ               

ก็วันอังคารหน้าสิจ๊ะพี่นวลพยักหน้ารับรู้โอเคจ้ะ งั้นเอาไว้หลังวันที่เก้าแล้วกันนะ               

ร่างสูงผอมเดินตามหลังพี่นวลจากไปแล้ว สามสาวกับอีกหนึ่งหนุ่มจึงหันกลับมาคุยกัน               

เอ้า ฟ้า ต่อเร็ว               

พักก่อนดิวะ เฮ้ย               

 “เมื่อกี้พักพอแล้ว ไปซ้อมต่อไปกรรพูดดุๆ               

 “โหด               

พี่ว่า ฝึกอีกนิดเดียวฟ้าก็ขี่ได้แล้วนะจันทร์ให้กำลังใจใช่แล้ว ไอ้ฟ้า พยายามเข้า เดี๋ยวก็ได้พี่ปอบอกฟ้าขยับประจำที่นั่งจักรยานอย่างไม่เต็มใจนัก แต่ก็ซ้อมต่อ จนม่านสนธยาปิดสนิท ม่านกำมะหยี่สีดำเริ่มคลี่คลุมไปทั่ว มหกรรมการซ้อมจักรยานหฤหรรษ์จึงจบลงเพราะชักหนาวทั้งสี่คนเดินลากจักรยานของตนเองมาตามทางออกไปทางประตูทิศตะวันออกด้านข้างมหาวิทยาลัย ฟ้าแยกตัวกลับไปทางหนึ่ง จันทร์จึงพูดขึ้น

ยังไม่รู้จักบ้านพี่ปอเลย

พี่ก็ยังไม่รู้จักบ้านเอ็งเหมือนกันล่ะ

เอาไงดีงั้นน้องขี่จักรยานตามพี่มาละกันนะ

กรรเอาไง จะไปกับพี่ไหมจ๊ะ

ไปสิคะ

ภาพในวันวานยังแจ่มชัดอยู่ในความทรงจำอย่างน่าแปลกใจ เธอมองผู้ชายที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ตรงหน้าด้วยสายตาอ่อนโยน               

 ใครจะไปนึกว่า วันนึง จะมีบางอย่างที่อ่อนหวานแทรกเข้ามาในความสัมพันธ์อบอุ่นเฉกพี่น้องที่ดำเนินมาแปดเดือนเต็ม

ตอนนั้นหนูไม่สวยเลยนะหัดจักรยานมอมเลยเธอบ่นพลางทำหน้ามู่ตู้               

 “ก็น่ารักดีนี่นา         

เธอเกยคางกับที่วางแขนเก้าอี้ตัวที่เขานั่งอยู่ ดวงตาที่งามเนตรดั่งเนตรมฤคมาศจับอยู่ที่ใบหน้าขึงขังสมชายด้วยประกายพราวระยับที่ทำเอาคนถูกจ้องเขิน เสยกฝ่ามือขึ้นมาบัง               

มองอะไร               

ฮื้อ มองไม่ได้เหรอจ๊ะ               

ไม่ได้ ห้ามมอง ฝ่ามือนั้นยกปิดลงที่ดวงตาพราว               

แง้ว               

หญิงสาวร้องก่อนจะยกมือขึ้น ดึงมือเขาออก มือเล็กพลิกกลับมาจับมือเรียวไว้ชั่วนาทีจึงค่อยปล่อย 

ถามจริงเถอะค่ะ ตอนที่เจอหนูน่ะ คิดว่าหนูเป็นไง แบบความประทับใจแรกพบอ่ะ ท่านพี่              

 “จะรู้ไปทำไมเขาหัวเราะหึหึ               

 “อ่าว ก็อยากรู้นี่นา บอกหน่อยนะจ๊ะ ท่านพี่ นะ นะ นะ น๊า         

ไม่มีอะไรมากหรอก ก็แค่ เออน้องคนนี้มาจาก…”เขาเอ่ยชื่อมหาวิทยาลัยที่เธอสังกัดอยู่ก็เท่านั้นเอง          “เหรอจ๊ะเธอยกมือขึ้นเท้าคางแต่หนูยังจำหนุ่มน้อยคนนั้นได้เลยนะเนี่ย ใส่เสื้อคลุมสีน้ำเงิน กางเกงยีนส์               

ทำไมจำแม่น               

นั่นสิเนอะ ทำไมกันนะ               

ธอลุกขึ้นเดินไปหวีผมตรงหน้ากระจกพลางฮัมเพลงหงุงหงิงในลำคอ               

ชายหนุ่มหันไปมองแล้วก็ทำเสียงในลำคอ               

ฮื้อ               

อะไรพี่หญิงสาวหันมาถามด้วยเสียงเหมือนจะหาเรื่อง               

 “เปล่า               

เขาทำไม่รู้ไม่ชี้ นั่งอัพไฮไฟฟ์ตัวเอง               

แต่วันรุ่งขึ้น               

 ไฮไฟฟ์ของเขาจุดรอยยิ้มอ่อนหวานบนริมฝีปากละมุนได้               

เพลงที่เธอครวญหงุงหงิงในลำคอเมื่อคืนนี้   ...            

กำลังขับกล่อมอยู่บนนั้น                

  “อาจมีสักครั้งที่เราสองคน
ผ่านทางที่วกวน อยู่ใกล้ๆกัน
ใบไม้เพียงใบหนึ่งหล่นตอนที่เดินผ่าน
ฉันคงจะมองมันเมื่อเธอเดินผ่านมา

อาจบางทีในเมืองกว้างใหญ่
หมอกและควันช่วยกันพรางตา
มีขอบรั้วขอบกำแพงสร้างมา
ตึกระฟ้าคอยบังเราอยู่

แต่เราก็หากันจนเจอ
มันนานแค่ไหนที่คอยเธอมา
รู้สึกไหมว่าชีวิตคุ้มค่า
เมื่อมีใครสักคนข้างกาย
เกิดมาเพื่อหาใครคนหนึ่ง
เป็นคนที่ฟ้าสร้างมาตรงใจ
เราต่างรู้โลกมันแสนกว้างใหญ่
แต่มันคงไม่ยากเกินไป
ที่ฉันจะพบเธอ

edit @ 24 Aug 2009 07:36:36 by Shiori

"กรรณิการ์ใกล้มือ" บทนำ

posted on 23 Aug 2009 22:59 by shioribb  in Kannika

คำว่าบ้านของพวกเราออกจะเป็นนามธรรม มากกว่า รูปธรรม เพราะ หากมีคนถามว่าบ้านของพวกเราอยู่ที่ไหน พวกเราคงไม่สามารถระบุตำบลที่อยู่ลงไปได้ ว่าอยู่ที่บ้านเลขที่เท่าไหร่ ถนนอะไร คงจะตอบได้เพียงแค่ บ้านของเรา อยู่ที่เมืองเล็กๆในอ้อมกอดของขุนเขา ถึงจะเรียกว่า เป็นเมืองหลวง หรือ อำเภอเมือง ของจังหวัดที่เราอยู่ แต่ถ้าเทียบกับเมืองใกล้ๆอย่าง โตเกียว หรือ ไซตามะแล้วล่ะก็ เมืองเราก็กลายเป็นบ้านนอกไปโดยปริยาย                

 ทั้งๆที่บอกว่า เราอยู่บ้านเดียวกัน แต่อันที่จริงแล้ว พวกเรามีห้องพัก อยู่คนละที่กัน ในบริเวณใกล้ๆมหาวิทยาลัย จะมีแค่สองคน ที่จะนับว่า อยู่บ้านเดียวกันก็คงได้ เพราะอยู่หอพักของมหาวิทยาลัยเหมือนกัน แต่ถึงอย่างนั้น ก็อยู่คนละห้องกันอยู่ดี               

พวกเรามีกันอยู่ห้าคน ถ้าไม่นับพี่สาวใหญ่อย่างพี่นวลที่มาอยู่ที่นี่เป็นปีที่ห้า กำลังทำปริญญาเอกปีสุดท้าย จนคนไทยหลายคนที่อยู่ที่นี่เรียกพี่นวลว่าดอกเตอร์                

ปีที่พวกเราห้าคนมา เป็นปีที่มีคนไทยมามากที่สุด ได้ยินว่าปกติ จะมีมาแค่ คน สองคน หรือบางปีก็ไม่มีเลย แต่ปีนี้ เหมือนจะชดเชยที่ปีที่แล้วไม่มีคนไทยมาเลยสักคน ก็เลยมาพร้อมกันทีเดียวห้าคน แต่ก็ดีแล้ว พวกเราก็เลยไม่เคยรู้สึกเหงาหรือคิดถึงบ้านเลยสักครั้งเดียว                

 พวกเราห้าคน ถ้าจะเปรียบไปก็เหมือนอาหารห้าแบบ ห้ารส ที่เอามาจัดรวมบนถาดเดียวกัน อย่างลงตัว โดยที่หากขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไปแล้วล่ะก็ อาหารถาดนั้นก็คงไม่สมบูรณ์อย่าน่าเสียดาย มีพี่นวลเป็นข้าว เป็นหลักใหญ่บนอาหารถาดนี้ น้ำใจของพี่นวลก็เหมือนข้าวนั่นล่ะ ขาวบริสุทธิ์ เผื่อแผ่ให้น้องๆทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน                

ขอแนะนำพี่ชายใหญ่อย่างพี่ปอเป็นคนแรก พี่ปออายุเท่าๆกับพี่นวลเพียงแต่อ่อนเดือนกว่า พี่ปอจึงไม่ได้เรียกพี่นวลว่าพี่ แต่เรียกว่านวลเฉยๆ เวลาที่พี่ปอคุยกับพวกเรา จะเรียกพวกเราว่าเอ็งและเรียกแทนตัวเองว่าชั้นบ้างพี่บ้างแล้วแต่อารมณ์อย่างคล่องปาก แต่เวลาคุยกับพี่นวล พี่ปอมักจะเรียกแทนตัวเองว่าปออย่างนั้น ปอ อย่างนี้ ดูน่ารักน่าเอ็นดู                

ถึงต่อหน้า พวกเราจะเรียกพี่ปอว่าพี่ปอแต่ลับหลังแล้ว พี่ปอจะกลายเป็นเจ๊ปอหรือป้าปอบางทีก็แค่พูดว่าเจ๊หรือป้าพวกเราก็รู้กันแล้วว่าหมายถึงใคร ถึงพี่ปอจะโกรธทุกครั้งที่ได้ยิน บางทีก็ชี้หน้าว่าเอา แต่ดูเหมือนว่าสุดท้าย พี่ปอก็ยอมรับคำเรียกนั้นอย่างจำใจ อาจเป็นเพราะเราทุกคนต่างก็เรียกพี่ปอว่าป้าด้วยความรักก็ได้                

 ที่พี่ปอไม่อยากให้เราเรียกว่าป้าหรือเจ๊ก็ไม่ใช่เพราะอะไรหรอก แต่เพราะว่า               

ถ้าพวกเอ็งกลับเมืองไทย แล้วเจอชั้นกลางถนน ร้องเรียกชั้นว่า ป้าปอ ชั้นก็แย่สิ               

คงจะแย่จริงอย่างที่พี่ปอว่า เพราะเวลาอยู่เมืองไทย พี่ปอเป็นถึงอาจารย์โรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งในภาคอีสาน ถ้าเผลอไปเรียกให้ลูกศิษย์พี่ปอได้ยินเข้าล่ะก็ พี่ปอคงเสียภาพพจน์ตายเลย                

พี่ปอทำให้พวกเราประทับใจตั้งแต่ครั้งแรกที่พบกัน พอพี่ปอลงจากรถที่ทางมหาวิทยาลัยส่งไปรับจากสถานีรถไฟ ก็รีบตรงมาหา พี่นวล พี่จันทร์ กับฟ้า ที่ยืนรอรับอยู่ ก่อนจะยกมือขึ้นสองข้าง ชูแค่นิ้วโป้งกับนิ้วชี้ ชี้มาหาพี่นวล พี่จันทร์ ฟ้าและทักอย่างร่าเริงด้วยสีหน้าท่าทางที่แสดงให้เห็นว่า ดีใจสุดขีด               

คนไทยใช่ไหมคร๊าบบบบบบ               

เล่นเอาพี่นวล พี่จันทร์ ฟ้า ยืนอึ้งกันไปเลยทีเดียว ต่อมาก็กลายเป็นมุกตลกของพวกเราทุกคนไป          

พอพูดถึงพี่ปอ จะไม่พูดถึงพี่กรก็คงไม่ได้ เพราะในกลุ่มพวกเราก็มีผู้ชายกันอยู่สองหน่อเท่านั้นเอง รายนี้มาถึงเป็นคนสุดท้าย แต่ซี้กับพี่ปอมากที่สุด ชนิดพี่ปอเรียกพี่กรว่าน้องชายสุดที่รักเกือบทุกคำ                

 พี่กรกับพี่ปอจะเรียกว่าเป็นคู่หูคู่ฮาหรือคู่กัดกันก็ได้ แต่พวกเรารวมหัวกันเรียกสองคนนี้ว่าปังกับเจมส์ตามชื่อตัวละครในรายการโทรทัศน์ชื่อดังทางช่องเก้า เมื่อปีก่อนที่พวกเราจะมาญี่ปุ่น ตัวเอกคือเจ้าลิงน้อยที่แสนจะน่ารักอย่างปัง และ น้องหมาที่น่าเอ็นดูไม่แพ้กัน ชื่อ เจมส์                

 แต่ที่พวกเราเรียกพี่กรกับพี่ปอว่าปังกับเจมส์เป็นเพราะ หน้าตาของพี่กรบวกกับนิสัยของพี่ปอนั่นเอง ไม่ได้ว่านะ ไม่ได้ว่าจริงจริ๊ง นี่เป็นการเขียนอย่างไม่ใส่อารมณ์ กรุณาอ่านอย่างไม่ใส่อารมณ์ เมื่อไม่ใส่อารมณ์ ก็ไม่ถือว่าเป็นการว่าร้าย (เป็นทฤษฎีที่พี่หนึ่งซึ่งมาถึงที่บ้านเราตอนที่พวกเรากำลังจะกลับเมืองไทยตั้งขึ้น)                

เรื่องของเรื่องคือ พี่กร ที่ที่จริงก็หล่อดีนะมีเค้าหน้าละม้ายคล้ายลิง (ตามความเห็นของใครบางคนแถวนี้ เห็นว่า หน้าตาละม้ายไปทางตุ๊กตาลิงหน้าตาน่ารัก ซึ่งอันนี้เป็นความเห็นเฉพาะบุคคล จึงไม่ขอใช้คำว่า พวกเรา สำหรับความเห็นนี้) ส่วนพี่ปอ ที่หน้าตาคล้ายพระเอกฮอลลีวู้ดที่แสดงเรื่อง ทูฟาสต์ทูฟิวเรียส ทำไมถึงให้ความรู้สึกเหมือนเจ้าโฮ่งก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน อาจจะเป็นเวลาที่ พี่ปอ อ้อน พี่กร ที่ดูน่ารักน่าเอ็นดูก็เป็นได้ เวลาที่สองคนนี้อยู่ด้วยกันก็เหมือนปังกับเจมส์ที่เคยฉายทางช่องเก้าจริงๆเสียด้วย เพราะ สร้างรอยยิ้มให้คนรอบข้างได้เสมอนั่นเอง                

 พี่กรเรียนปริญญาโทแล้วได้ทุนมาทำวิจัยที่ญี่ปุ่นหนึ่งปี ด้วยเรื่องดอกไม้ ได้อยู่แล็บเดียวกับพี่นวล ร้ายนี้ชอบดอกไม้ ชอบปลูกต้นไม้ ชอบถ่ายรูปดอกไม้เป็นงานอดิเรก บางทีขี่ขี่จักรยานไป ก็จะเห็น ผู้ชายตัวสูงคุ้นตานั่งยองๆอยู่ตามริมถนน พอเข้าไปดูใกล้ๆ ก็จะเห็นว่า กำลังตั้งอกตั้งใจถ่ายรูปดอกไม้อยู่นั่นเอง                

พี่กรเป็นพ่อครัวคนเก่งของพวกเรา ไม่มีอาหารอะไรที่พี่กรทำไม่เป็น เพราะมีพี่กร พวกเราถึงไม่เคยคิดถึงอาหารไทยเลยสักครั้งเดียว ฝีมือทำอาหารของพี่กร เป็นที่รู้กันในหมู่นักเรียนไทย และนักเรียนญี่ปุ่นที่เรียนภาษาไทยที่นี่ เวลาที่พี่กรทำอาหาร หรือชวนใครมาทานข้าวที่บ้านพี่ปอ(แต่อาหารฝีมือพี่กร) น้อยครั้งนักที่จะมีคนปฏิเสธ และฝีมือทำอาหารอันลือลั่นบวกกับความอ่อนโยนใจดีเป็นสุภาพบุรุษ ทำให้สาวสาวทั้งไทยทั้งญี่ปุ่นติดพี่กรกันใหญ่                

ถัดจากพี่กรก็เป็นพี่จันทร์ พี่จันทร์จบจากมหาวิทยาลัยเดียวกับฟ้า และ กรร เป็นรุ่นพี่หนึ่งปี แต่อายุเท่ากับพี่กร ถึงจะจบมหาวิทยาลัยเดียวกัน แต่ตอนอยู่เมืองไทยเราแทบไม่รู้จักกันไปมากกว่า คนนี้เป็นรุ่นพี่ และคนนี้เป็นรุ่นน้อง บทสนทนาของเรามีแค่              

  “พี่จันทร์ สวัสดีค่ะ               

ไม่ต้องไหว้               

พี่จันทร์ตอนนั้น มักจะทำหน้านิ่งๆ เฉยๆ จนพวกเราเข้าใจผิดว่าพี่จันทร์เป็นคนดุ เป็นคนน่ากลัว แต่ตัวจริงของพี่จันทร์ห่างไกลจากคำทั้งสองคำนั้น ชนิดฟ้า กับ เหว ความจริงพี่จันทร์ก็ไม่ใช่คนตลก ถ้าคำว่าตลก หมายถึงว่า เป็นคนชอบปล่อยมุกให้คนอื่นหัวเราะ แต่เวลาที่เราอยู่กับพี่จันทร์ เราก็มีอันได้หัวเราะไม่หยุดกันทุกครั้ง พวกเราลงความเห็นอย่างเป็นเอกฉันท์ว่า พี่จันทร์เป็นคนฮาโดยธรรมชาติ อย่างเช่น มีอยู่วันหนึ่งพวกเราได้รับเชิญให้ไปกินข้างที่บ้านพี่คนไทยคนหนึ่ง พี่จันทร์พยายามจัดการกับปูที่รุ่นพี่คนไทยกรุณาแกะให้อย่างสุดความสามารถ               

  “พี่จันทร์เป็นอะไรรึเปล่าฟ้าทักขึ้น เมื่อเห็นหน้าตาเฉยๆ ซึมๆของพี่จันทร์               

พี่จันทร์หันกลับมา ด้วยหน้าที่เหมือนคนกำลังเมาเบียร์ มือหนึ่งถือก้ามปูอยู่ในมือ และพูดด้วยเสียงอ่อน อ้อแอ้ โดยไม่ได้แกล้งว่า               

 “พี่ เมาปู              

  เท่านั้นเอง พวกเราก็หัวเราะกันงอหาย กลายมาเป็นเรื่องให้เราล้อเลียนพี่จันทร์อยู่เสมอ              

  พี่จันทร์ได้ทุนมาเป็นนักศึกษาวิจัยเป็นเวลาหนึ่งปีครึ่ง และตั้งเป้าหมายว่าจะสอบเข้าเรียนต่อในระดับปริญญาโทให้ได้                

แล้วก็มาถึงน้องเล็กสุดของบ้าน อย่างกรรกับฟ้า              

   ฟ้ากับกรรเป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยนจากมหาวิทยาลัยที่ขึ้นชื่อว่าใหญ่ที่สุดในกรุงเทพ ได้ทุนมาแลกเปลี่ยนหนึ่งปีตอนที่เรียนอยู่ปีสี่ พอกลับไปต้องไปเรียนต่ออีกหนึ่งเทอม                 

ถึงตอนอยู่เมืองไทย ฟ้ากับกรรจะเรียนเอกญี่ปุ่นเหมือนกัน แต่พอมาถึงที่นี่ ฟ้าเข้าเรียนในคณะความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ส่วน กรรไปเข้าเรียนคณะศึกษาศาสตร์สาขาวิชาภาษาญี่ปุ่นโบราณโดยตรง เพราะเรื่องที่เรามาทำวิจัยต่างกัน แต่ยังไงเทอมแรกเราก็ได้เรียนวิชาของริวกักเซย์เซ็นเตอร์ หรือ ศูนย์นักศึกษาต่างชาติด้วยกัน                 

ฟ้า ก็สมชื่อฟ้า ปกติแล้วเหมือนฟ้าใส แต่ใครอย่ามาพูดให้ผิดหู เพราะฟ้าที่สดใสอยู่เมื่อครู่จะกลายเป็นสายฟ้าฟาดขึ้นมาทันที                

ส่วนกรร เหมือนเด็ก ช่างพูด ช่างจ้อไปเรื่อย ถึงจะขี้กังวล คิดมาก ขี้น้อยใจไปบ้าง แต่ข้อดีของกรรคือไม่เคยโกรธใคร หรือกหากจะมีไม่พอใจบ้าง ก็เป็นอยู่ครู่เดียวแล้วก็หายไป (มีคนเสนอความเห็นส่วนบุคคลมาว่า กรร เหมือนดอกกรรณิการ์สมชื่อ คือ หอม เย็น ทำให้คนอยู่รอบข้างสบายใจ อันนี้เป็นความเห็นส่วนบุคคลเท่านั้น ไม่ได้เป็นความเห็นอย่างเป็นเอกฉันท์ กรุณาใช้วิจารณญาณในการอ่าน)                

 อารัมภบทมาเสียยืดยาว เข้าเรื่องเสียทีดีกว่า ถึงเรื่องนี้จะเป็นเรื่องของพวกเราห้าคนก็จริง แต่มีอยู่สองคนที่น่าจะรับบทพระเอกนางเอกเรื่องนี้ เพราะงั้นก็เอาเป็นว่า เรามาเริ่มเรื่องตั้งแต่วันที่พี่กรมาถึงแล้วกัน วันที่เราห้าคนพร้อมหน้าพร้อมตากันเป็นครั้งแรก

 

edit @ 23 Aug 2009 23:10:25 by Shiori

edit @ 23 Aug 2009 23:24:32 by Shiori